อนาคตของคูตินโญ่ จะไปลงอยู่ที่ บาร์ซ่าหรือไม่

ข่าวใหญ่ในช่วงนี้ อนาคตของคูตินโญ่ ที่เป็นผลพวงหรือผลกรรมของบางทีมที่ต้องเสียนักเตะตัวหลักไป

เพื่อไปทดแทนการย้ายตัวของเนย์มาร์ ที่ย้ายออกจากบ้านใหญ่อย่างบาร์เซโลนา

ไปซบบ้านใหญ่หลังใหม่ในเมืองน้ำหอมอย่างปารีส แซง แชร์กแมงค์ ด้วยค่าตัวมหาศาลเป็นสถิติโลกถึง 222 ล้านยูโร

อนาคตของคูตินโญ่

อนาคตของคูตินโญ่ อยู่หรือไป

ในตอนแรกแทบไม่มีคนเชื่อว่าดีลนี้จะเกิดขึ้นจริง

แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ทีมอย่างบาร์เซโลนาก็ต้องกลับลงสู่ตลาดอีกครั้ง

เพื่อควานหาผู้เล่นชั้นนำมาทดแทนอะไหล่ชิ้นใหญ่ที่เสียไปในซัมเมอร์นี้

และทีมที่รับผลกรรมไปเต็มๆคือลิเวอร์พูล เพราะบาร์ซ่าจ้องจะฉก ฟิลิปเป้ คูตินโญ่

เพลย์ เมกเกอร์คนเก่งประจำทีมไปให้ได้ โดยแรกๆ ตัวนักเตะเองก็ดูมีท่าทีนิ่งๆ

และดูเหมือนอยากจะอยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ต่อไป แต่บาร์ซ่าก็ไม่หยุดแค่นั้น

กลับยื่นข้อเสนออย่างไม่หยุดยั้ง จนนักเตะเริ่มเปิดเผยความต้องการของตัวเองมากขึ้น

โดยแสดงออกว่าต้องการย้าย มาแนวนี้บาร์ซ่าก็มีหวังมากขึ้น เพราะนักเตะเองก็มีใจมิใช่น้อย

แน่นอนว่า เจอร์เก้น คลอปป์ โค้ชจอมแอคติ้งของหงส์แดง คงไม่อยากขาย

คูตินโญ่ ให้ยักษ์ใหญ่แห่งแคว้นการ์ตาลันในเวลานี้อย่างแน่นอน

ด้วยฤดูกาลนี้เป็นปีที่ คลอปป์ หวังพาทีมกอบโกยความสำเร็จให้จงได้

และเหมือนเป็นปีที่วัดฝีมือของโค้ชผู้นี้จริงๆ

ว่าเหมาะกับคนที่เป็นดั่งแสงสว่างของเดอะคอปหรือไม่

นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ เขายังอยากให้ คูตินโญ่ อยู่ในทีมต่อไป

เพราะการมีนักเตะแบบนี้ในทีม ย่อมมีผลต่อการแข่งขันในทุกรายการอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามแต่ ล่าสุดนั้น คูตินโญ่ อาจจะต้องโชว์ลีลาในแอนฟิลด์ต่อไป

เนื่องจากทางสโมสรมีจุดยืนที่แข็งแกร่งและชัดเจนมากว่า

ไม่ขายให้บาร์ซ่าในฤดูกาลนี้อย่างแน่นอน เมื่อไพ่ออกหน้ามาแบบนี้

นักเตะก็จำต้องมีความเป็นมืออาชีพและรับใช้ต้นสังกัดต่อไป

ทีนี้เราแค่ลุ้นกันว่าบาร์ซ่าจะหยุดแค่นี้หรือจะพยายามต่อได้ขนาดไหน

หรืออาจจะเป็นมหากาพย์รอกลุ้นกันไปถึงตลาดหน้าหนาว

และไม่แน่อาจถึงขั้นจบฤดูกาลนี้เลยหรือไม่ คงต้องรอดูกันต่อไป…

Read more

มรสุมชีวิตของ เดอะ จีเนียส เดวิด มอยส์

จุดเริ่มต้น… มรสุมชีวิตของ เดอะ จีเนียส เดวิด มอยซ์

เริ่มต้นเส้นทางกุนซือ ในปี1999 ด้วยการคุม เปรสตัน

ทีมสุดท้ายที่เขาเล่นให้ก่อนแขวนสตั้ด ซึ่งทำผลงานได้โดดเด่น

พาทีมเป็นแชมป์ลีก ทู ได้ในปี2000 ถือเป็นครั้งแรก

ในรอบเกือบ20ปีของเปรสตันที่ได้เลื่อนไปเล่นในระดับ ดิวิชั่น 1

มรสุมชีวิตของ เดอะ จีเนียส

มรสุมชีวิตของ เดอะ จีเนียส ก้าวสู่สังเวียนพรีเมียร์ลีก

มอยส์ได้โอกาสมาคุมทีมทอฟฟี่สีน้ำเงิน เอฟเวอร์ตัน ในปี2002

เหตุผลหลักที่ทอฟฟี่ดึงตัว เดอะ จีเนียส มาคุมทีม

คงเป็นเพราะการที่เขาทำทีมเปรสตันได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยงบประมาณอันน้อยนิดนั่นเอง

เพียงแค่ฤดูกาลต่อมา เขาก็พาทีมติดอันดับไปเล่นถ้วยยุโรปได้สำเร็จ

แถมพ่วงด้วยรางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมแห่งปี และได้รางวัลนี้อีกครั้งหนึ่งในฤดูกาล 2004-05

โดยพาทีมจบที่อันดับ4ในฤดูกาลนั้น และในเดือนมกราคม ปี2012 มอยส์

ได้เป็น1ใน4 ผู้จัดการทีมที่สามารถพาทีมเก็บชัยในพรีเมียร์ลีก

ได้ครบ150นัด และในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน

ก็ได้เฉลิมฉลองการคุมทีมครบ400นัดในพรีเมียร์ลีก ด้วยการเอาชนะทีมซันเดอร์แลนด์ ไป2-1

เลือกผิดชีวิตเปลี่ยน…

หลายคนคงคิดว่า เดวิด มอยส์ เลือกผิดที่เข้ามาคุม ปีศาจแดง

ทีมยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ต่อจาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในปี2013

ด้วยผลงานที่เซอร์ทิ้งไว้ ก่อนจะอำลาไปนั้น

มันจึงเป็นแรงกดดันมหาศาลของกุนซือคนใหม่อย่างเลี่ยงไม่ได้

แต่อย่างไรก็ตาม โอกาสที่จะได้คุมทีมอย่าง ยูไนเต็ด ใช่ว่าทุกคนจะได้รับโอกาสนั้น

มอยส์ คือคนที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือผู้เป็นตำนานของทีมเลือกให้มาสานต่อ

เขาจึงไม่อาจปฎิเสธประตูสู่โอลด์แทรฟฟอร์ด ที่ป๋าเปิดไว้ให้

และเพียงแค่ผลงานในฤดูกาลแรกก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า มอยส์ ยังไม่ใช่

“คนที่ใช่” ของปีศาจแดงแห่งแมนเชสเตอร์ จนกระทั่งโดนปลดออกไปในเดือนเมษายน ปี2014

ก้าวถอยหลังอย่างต่อเนื่อง

หลังจากผิดหวังมาจากแมนเชสเตอร์ ก็ได้โอกาสอีกครั้งในการโยกไปคุมทีมอย่าง

เรอัล โซเซียดาด ในลาลีกา และพาทีมรอดตกชั้นได้สำเร็จในฤดูกาลแรกที่คุมทีม

โดยพาทีมจบอันดับที่ 12 ของตาราง แต่ในปีถัดมากลับทำผลงานได้อย่างย่ำแย่

โดยแพ้ไป 6 จาก 11 นัดแรกในลาลีกา และเก็บชัยชนะได้แค่เพียง 2 นัดเท่านั้น

ทำให้ทีมรั้งอยู่ที่อันดับ 16 จนโดนสั่งปลดในที่สุด ในวันที่9 ธันวาคม ปี 2015

จนกระทั่งกลับมาพรีเมียร์ลีกอีกครั้งด้วยการกุมบังเหียนซันเดอร์แลนด์ ในปี2016

โดยคุมทีมอยู่ได้ประมาณ10เดือน พาทีมเก็บชัยได้แค่ 8 นัด จากทั้งหมด 43 นัด

แพ้ไปถึง 28 นัด จึงเป็นผลให้ซันเดอร์แลนด์ตกชั้นไปอยู่ เดอะ แชมเปียนส์ชิพ

และหนึ่งวันหลังจากพรีเมียร์ลีกจบฤดูกาลลง เขาก็ลาออกจากตำแหน่ง

นั่นจึงเหมือนเป็นมรสุมชีวิตของ มอยส์ นับแต่ก้าวเท้าออกจาก กูดิสัน พาร์ค

จนถึงวันนี้ “เดอะ จีเนียส” กลายเป็นกุนซือว่างงาน และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่

ที่กุนซือผู้นี้จะผ่านเรื่องเลวร้ายนี้ไป และจะกลับมาทำผลงานให้ดีขึ้นได้อีกครั้ง…

Read more

ปีสุดท้ายของ เวนเกอร์ ??? จำใจต้องจาก

กลายเป็นประเด็นที่ค่อนข้างได้ยินอยู่บ่อยๆ ถึงการอำลาอาร์เซนอล ปีสุดท้ายของ เวนเกอร์

แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ยังคงนั่งอยู่ที่เก้าอี้คอยสั่งการลูกทีมอยู่ที่เดิม

จนแฟนบอลบางกลุ่มถึงกับออกมาขับไล่ให้เจ้าตัวออกจากไอ้ปืนใหญ่ไปได้แล้ว

ปีสุดท้ายของ เวนเกอร์

ปีสุดท้ายของ เวนเกอร์ อาจเป็นไปได้

ถ้ามองในเชิงผลงานก็คงเอามาอ้างได้ว่าแฟนบอลกลุ่มนั้นคงร้อนรน

ทนไม่ไหว ที่เห็นทีมรักต้องเจอกับปัญหาและเหตุการณ์แบบเดิมๆมานานขนาดนี้

จนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของแฟนบอล

แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น การที่อาร์เซนอลเดินทางมาอย่างยาวนานด้วยการมีผู้ชายผอมๆตัวสูงๆ

หน้าเครียดตลอดเวลา คอยชี้นิ้วสั่งอยู่ข้างสนาม และเคยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม

และคงเส้นคงวา แต่หลายปีหลังมานี้ต้องมาประสบพบเจอกับปัญหาเดิมๆ

อาทิเช่น นักเตะเจ็บหนักพักยาว ผ่านฤดูหนาวแล้วฟอร์มดิ่งลงๆ พูดง่ายๆคือมักมาตายตอนจบทุกที

สิ่งที่พอจะปลอบใจสาวกปืนใหญ่ได้บ้างก็คงเป็นการคว้าถ้วย เอฟเอ คัพ

ได้ถึง3ครั้ง จาก4ปีหลัง แต่มันก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของแฟนบอล

ความอดทนที่ถูกอดกลั้น เริ่มมีการปะทุออกมาเรื่อยๆ รอวันระเบิด และเช่นเดียวกัน

บอร์ดบริหารที่คงไม่ไล่ เวนเกอร์ ออกแน่ๆ คงต้องเป็นตัวเขาเองที่ตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม ปีนี้ อาจเป็นปีที่ชี้วัดได้ว่า เวนเกอร์ จะอยู่หรือจะไป

เราคงรู้สึกกันได้ถึงความมุ่งมั่นเป็นพิเศษของเวนเกอร์ในปีนี้ แถมยังเสริมทีมได้น่าสนใจ

โดยการดึง เซอัด โคลาซินัช มาปิดรอยลั่วในเกมรับ และดึงนักเตะอย่าง อเล็กซองเดร ลากาแซตต์

มาเพิ่มความเฉียบขาดในเกมรุก จึงน่าลุ้นเหมือนกันว่า อาร์เซนอลจะทำได้ดีแค่ไหนในปีนี้

และไม่แน่หรอกว่า เจ้าตัวอาจจะออกจากปืนใหญ่ถ้าทำผลงานไม่ได้ตามเป้า

หรือบางที เวนเกอร์ อาจจะอยากรีไทร์แบบสวยๆก็เป็นได้ ปีนี้จึงเป็นปีที่น่าสนใจของอาร์เซนอล

และน่าลุ้นอนาคตของ เวนเกอร์ เพราะไม่ว่าจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว

ยังจะมีผู้ชายชื่อ อาร์แซน เวนเกอร์ ยืนคุมทีมอยู่ข้างสนามในฤดูกาลหน้าหรือไม่ ต้องติดตาม……

Read more

การอำลาของ รูนีย์ กับบทบาททีมชาติ

เมื่อเวย์น รูนีย์ ดาวยิงมากประสบการณ์ ออกมาประกาศผ่านเว็บไซต์ของเจ้าตัว การอำลาของ รูนีย์

การรับใช้ทัพสิงโตคำรามอย่างแน่นอนแล้ว ย่อมมีหลายคนใจหาย

การอำลาของ รูนีย์ กับบทบาททีมชาติ

การอำลาของ รูนีย์ ขอทุ่มเทเต็มที่กับเอฟเวอร์ตัน

เหตุผลที่รูนีย์เลือกจะรีไทร์ทีมชาติคือ เจ้าตัวต้องการทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อต้นสังกัด

ถึงแม้ แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือทีมชาติอังกฤษ

ยังต้องการให้เขาอยู่ช่วยรับใช้ในการแข่งขันฟุตบอลโลก2018

รอบคัดเลือก โซนยุโรป เดือนกันยายนนี้ก็ตาม

ศูนย์หน้าร่างอวบกลับมาโชว์ฟอร์มได้ดีอีกครั้งกับต้นสังกัดใหม่อย่างเอฟเวอร์ตัน

โดย2นัดแรกในลีก กดไปถึง2เม็ด 1ในนั้นคือการยิงแมนฯซิตี้ คู่อริของทีมเก่านั่นเอง

เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปแน่นอนคือ การที่เราจะไม่ได้เห็นรูนีย์สวมเสื้อสิงโตคำรามลงช่วยชาติอีกแล้ว

ผลงานระดับดาวซัลโวตลอดกาลของทีมชาติอังกฤษ

คงจะเพียงพอต่อการพูดว่าเขาเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมของโลกใบนี้

ด้วยการตัดสินใจที่ผ่านการคิดอย่างถี่ถ้วนร่วมกับครอบครัว

รวมถึงโรนัลด์ คูมัน โค้ชของเอฟเวอร์ตัน นั้น

เขาได้บอกอย่างชัดเจนว่ามันถึงเวลาที่เหมาะสมแล้ว

และขอทำหน้าที่กับต้นสังกัดอย่างเต็มที่ นั่นจึงเป็นสิ่งที่เราควรยอมรับ และ

ยกย่องเชิดชูสิ่งที่เขาสร้างไว้กับทีมชาติอังกฤษ

ถึงแม้จะเกิดความเสียดายเล็กน้อยที่เขาจะอำลาไปตอนนี้ทั้งๆที่สามารถกลับมาทำผลงานได้ดีอีกครั้ง

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเรื่องที่ดีกับเอฟเวอร์ตันเอง

ที่จะได้ศูนย์หน้าระดับโลกอย่างรูนีย์

ที่จะกลับมามุ่งมั่นและตั้งสมาธิกับผลงานของทีมได้อย่างเต็มที่

และปล่อยให้ภาพกัปตันทีมชาติอังกฤษเป็นเพียงความทรงจำที่ดีของแฟนๆรวมถึงตัวของเขาเอง…

Read more
5 สิ่งที่เชลซีอาจต้องเจอ เมื่อไร้เงา ดิเอโก้ คอสต้า

5 สิ่งที่เชลซีอาจต้องเจอ เมื่อไร้เงา ดิเอโก้ คอสต้า

5 สิ่งที่เชลซีอาจต้องเจอ ปัญหาระหว่าง ดีเอโก้ คอสต้า กับ อันโตนิโอ คอนเต้

ดูจะเป็นศึกมหากาพย์ยืดเยื้อจนไม่รู้ว่าจะลงเอยเช่นไร แต่ที่แน่ๆ เราคงไม่ได้เห็น

คอสต้า สวมชุดสิงค์บลูลงล่าตาข่ายอีกต่อไป

5 สิ่งที่เชลซีอาจต้องเจอ เมื่อไร้เงา ดิเอโก้ คอสต้า

5 สิ่งที่เชลซีอาจต้องเจอ หลังไม่ทีโปรเถื่อน

ความดุดัน

คาแรคเตอร์ของ คอสต้า นั้นชัดเจนแต่แรกแล้วว่า

เขาเป็นคนที่เล่นฟุตบอลด้วยความมุ่งมั่น ดุดัน และไม่ยอมแพ้

อาจมีบางครั้งที่เขามีอารมณ์ร่วมกับเกมมาก จนถึงขั้นมีเรื่องมีราว

โดนลงโทษ ถูกแบน ไปหลายครั้ง ถึงแม้ว่าความดุดัน

อาจเป็นดาบสองคมก็จริงอยู่ แต่ผลงานก็ฟ้องเหลือเกินว่า

สิ่งที่เขามีช่วยผลักดันตัวเองและทีมไปข้างหน้าเสมอ แต่ในตอนนี้

เชลซีที่ไม่มี คอสต้า ในแดนหน้า ขาดความน่ากลัวลงไปมากทีเดียว

ตัวตายตัวแทนที่อาจแทนกันไม่ได้

แน่นอนว่า อันโตนิโอ คอนเต้ แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการหัวหอกหน้าโหด

ชาวสเปนอย่างแน่นอนแล้ว โดยไปดึง อัลวาโร โมราต้า เข้ามาแทนที่

และยังมี มิชี่ บาตชูอายี่ เป็นตัวเลือกอีกคน แต่เมื่อดูฟอร์มแต่ละนัดที่ผ่านมา

ต้องบอกว่าทั้ง2คน ยังไม่สามารถแทน คอสต้า ได้เลยแม้แต่น้อย

ถึงแม้ว่าอาจเป็นเพียงการเริ่มต้น แต่คิดแล้วก็น่ากลัวแทนว่า

การขาดอดีตหัวหอกแอธเลติโก มาดริด ไปในฤดูกาลนี้ จะกลายเป็นปัญหาระยะยาวหรือไม่

คลื่นใต้น้ำ…

เชื่อได้ว่าการกระทำของ อันโตนิโอ คอนเต้ ที่ส่งข้อความไปบอกกับ

คอสต้า ว่าเจ้าตัวไม่อยู่ในแผนการทำทีมของเขาอีกต่อไป

โดยมีหลายฝ่ายออกมาวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมกับเหตุการณ์ในครั้งนี้

และเชื่อเถอะว่า ความรู้สึกของนักเตะคนอื่นในทีมเชลซีบางคน

ก็คงมองว่ามันไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่ กับการกระทำของ คอนเต้

เพราะ คอสต้าแทบจะเป็นกำลังหลักที่ช่วยทีมคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาลที่ผ่านมา

ซึ่งก็ไม่แน่ว่าอาจเป็นคลื่นใต้น้ำที่ส่งผลกับทีมก็ได้ เหมือนดังที่เคยเกิดในสมัยที่

มูรินโญ่ กุมบังเหียน โดยในตอนนั้น

ข่าวโหมหนักมากว่านักเตะไม่พอใจการจัดการบางอย่างภายในทีมของน้ามู

จนเป็นเหตุให้ฟอร์มสุดบู่ แพ้ไป 9 จาก 16 นัดในลีก ก่อนจะโดนปลดออกไป

ขาดเสน่ห์และสีสัน

เรารู้กันอยู่ถึงความบ้าบิ่นของ คอสต้า เขามักทำอะไรที่เรียกเสียงฮือฮา

รวมถึงดึงดูดสื่อได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะใน หรือ นอกสนามก็ตาม

เขาเป็นนักเตะที่มีคาแรคเตอร์ชัดเจน มีความโดดเด่นเสมอ

เวลาอยู่ในสนามเขาสามารถปั่นป่วนกองหลังคู่แข่งได้อย่างยอดเยี่ยม

และยังมีลูกตุกติก แต่จุดอ่อนก็คือเป็นคนอารมณ์ร้อน

โดนคู่แข่งยั่วให้โมโหอยู่บ่อยๆ ซึ่งบางครั้งก็อาจเป็นปัญหากับตัวเขาเอง

แต่ในฐานะคนดูบอลก็ต้องบอกเลยว่า มันเป็นเสน่ห์และสีสันของเชลซีมากๆ

ยามที่มีเขาประจำการในแดนหน้า

อาถรรพ์ฟอร์มแย่หลังจากได้แชมป์ เหมือน ยุค มูรินโญ่

อาจจะเป็นอาถรรพ์หรือไม่ ยังไม่มีใครรู้ แต่ด้วยฟอร์มที่เห็นกัน

รวมถึงการปล่อยนักเตะตัวหลักไปหลายราย ส่วนนักเตะที่ได้มาก็ไม่ได้ทำให้ทีมดูดีขึ้น

และยิ่งการขาดคอสต้าไป ทั้งๆที่ฤดูกาลก่อนเป็นตัวหลักและ

มีส่วนสำคัญในการช่วยพาทีมคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จ เราจึงต้องรอดูกันว่า

เชลซีจะดีขึ้นหรือแย่ลง ด้วยการบัญชาทัพของ อันโตนิโอ คอนเต้ ในฤดูกาลใหม่ที่ไร้เงา ดิเอโก้ คอสต้า…

 …

Read more

5 กองหน้าพรีเมียร์ลีก ที่น่าจับตามองในฤดูกาล 2017-2018

ตราบใดที่ฟุตบอลตัดสินกันที่ใครยิงประตูได้มากกว่ากัน 5 กองหน้าพรีเมียร์ลีก

ตำแหน่งที่ผู้คนต่างคาดหวังให้รับหน้าที่นั้นคงไม่พ้นกองหน้า

ตำแหน่งที่มีหน้าที่หลักคือถล่มประตูให้มากที่สุด วันนี้เราจะมาคัด

5 กองหน้าในพรีเมียร์ลีกที่น่าจับตามองมากที่สุดในฤดูกาล 2017-2018 ว่าแต่ละคนมีความน่าสนใจอย่างไร

5 กองหน้าพรีเมียร์ลีก ที่น่าจับตามองในฤดูกาล 2017-2018

5 กองหน้าพรีเมียร์ลีก ที่น่าจับตามองในฤดูกาล 2017-2018

1.โรเมลู ลูกากู

เจ้าของค่าตัว 75ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,375 ล้านบาท)

เข้ามารับหน้าที่แทนเทพเจ้าอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

ที่ได้รับบาดเจ็บหนักไปตั้งแต่ฤดูกาลก่อน และด้วยการย้ายตัวที่มีมูลค่ามหาศาล

อีกทั้งยังเป็นความหวังใหม่ของสาวกปีศาจแดง นั่นหมายความว่า

อดีตศูนย์หน้าเอฟเวอร์ตัน และ เชลซี ต้องแบกรับความกดดันไปเต็มๆ

จึงเป็นสาเหตุที่ โรเมลู ลูกากู กลายเป็นศูนย์หน้าที่น่าจับตามองที่สุดในเวลานี้

ว่าจะสามารถทำได้ดีแค่ไหนในสีเสื้อปีศาจแดง

2.อัลว่าโร โมราต้า

ดาวยิงหน้าหยก วัย24ปี ที่พึ่งย้ายเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของเชลซีในซัมเมอร์นี้

หลังจากก่อนหน้านี้ เล่นให้กับ  เรอัล มาดริด ในฤดูกาลที่แล้ว

โดยลงเล่นในลาลีกาไปทั้งสิ้น 1,334 นาที แบ่งเป็นตัวจริง14นัด

และตัวสำรองอีก12นัด ตะบันไปได้15ประตู  ถือว่าทำผลงานได้ดีทีเดียว

แต่ในสีเสื้อของสิงโตน้ำเงินครามนั้น ยังคงต้องพิสูจน์ตัวเองอีกพอสมควร

เนื่องจากอดีตหมายเลข 9 ของเชลซี หลายคนก็ไม่สามารถระเบิดฟอร์มของตัวเองออกมาได้

หนึ่งในนั้นก็คือรุ่นพี่ในทีมชาติสเปน อย่าง เฟอร์นันโด ตอร์เรส

เพราะฉะนั้นเวลาคงเป็นตัวตัดสินว่าเขาจะทำได้ดีแค่ไหนในการเล่นในสมรภูมิใหม่อย่างพรีเมียร์ลีก

3.อเล็กซองเดร ลากาแซตต์

ดาวยิงชาวฝรั่งเศส เจ้าของค่าตัว 60 ล้านยูโร (ประมาณ 2,347 ล้านบาท)

ซึ่งเป็นสถิติค่าตัวสูงสุดที่อาร์เซนอลเคยซื้อมา โดยลงเล่นให้ทีมเก่าอย่าง

โอลิมปิก ลียง ไปทั้งสิน 275 นัด ซัดไป 129 ประตู ในทุกรายการ

ซี่งก่อนหน้าจะย้ายมาอยู่กับไอ้ปืนใหญ่ ก็มีข่าวกับหลายสโมสร

ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งดีลของ ลากาแซตต์ ส่งผลให้แฟนๆปืนใหญ่ใจชื้นขึ้นมาบ้าง

หลังจากฤดูกาลก่อน ผลงานในลีกไม่ค่อยสวยหรู โดยจบที่อันดับ 5 ของตาราง

สิ่งที่น่าจับตามองคือ จะเข้ามาช่วยผนึกกำลังกับแผงแนวรุก อย่าง เมซุต โอซิล

รวมถึง อเล็กซิส ซานเชซ (ถ้าไม่ย้ายไปไหนเสียก่อน) ได้ดีแค่ไหน

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าสามารถโชว์ฟอร์มออกมาได้ดี จะรักษาให้มีผลงานที่สม่ำเสมอ

ได้จนจบฤดูกาลหรือไม่ และคงต้องวิงวอนไม่ให้ได้รับบาดเจ็บไปเสียก่อน

ซึ่งทั้งหมดนั้นคือปัญหาเรื้อรังมาตลอดหลายปีของอาร์เซนอล

4.แฮร์รี เคน

ดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก 2 ปีซ้อน (2015-16 , 2016-17) จากอดีตที่ผ่านมา แฮร์รี เคน

ได้พิสูจน์แล้วว่า เป็นนักเตะคุณภาพของจริง

โดยระเบิดฟอร์มช่วยให้สเปอร์กลายเป็นทีมลุ้นแชมป์ลีกได้อย่างต่อเนื่อง

ศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษจัดเป็นนักเตะที่ครบเครื่อง ทำได้ดีทั้งโหม่ง

ทั้งยิง สามารถสร้างปัญหา และปั่นป่วนเกมรับคู่แข่งได้ตลอด

จากประสบการณ์ที่สั่งสม และผลงานอันโดดเด่น จึงน่าติดตามว่าในปีนี้ เขาจะทำได้ดีขนาดไหน

5.เซร์คิโอ อเกวโร่

หัวหอกชาวอาร์เจนไตน์ ลงเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปทั้งหมด 253 นัด

ตั้งแต่ปี2011จวบจนปัจจุบัน  ซัดไป 169 ประตู ในทุกรายการ โดย 3 ฤดูกาลหลังสุดในลีก

ไม่เคยยิงต่ำกว่า 20 ประตูต่อฤดูกาล และในปีนี้ แมนฯ ซิตี้

ถูกจัดให้เป็นทีมเต็งในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก

ซึ่งดูจากรายชื่อนักเตะในทีมก็ต้องบอกว่ามีความเป็นไปได้สูงทีเดียว

และถ้า อเกวโร่ ทำผลงานในปีนี้ได้ตามมาตรฐานของตัวเอง เรือใบสีฟ้า

ซึ่งอยู่ภายใต้การคุมทีมของ เป็ป กวาดิโอลา จะกลายเป็นทีมที่คู่แข่งต้องหวาดหวั่นเป็นแน่…

Read more
3 นักเตะที่สโมสรตัดสินใจปล่อยตัวไป แล้วต้องมาเสียใจในภายหลัง

3 นักเตะที่สโมสร ตัดสินใจปล่อยตัวไป แล้วต้องมาเสียใจในภายหลัง

3 นักเตะที่สโมสร บางรายที่ฝีเท้าดีตั้งแต่ดาวรุ่ง

แต่ต้นสังกัดกลับไม่เห็นแวว จนปล่อยตัวไปให้สโมสรอื่น

แต่สุดท้ายกลับต้องมานั่งเสียใจอยากได้คืน

3 นักเตะที่สโมสร ตัดสินใจปล่อยตัวไป แล้วต้องมาเสียใจในภายหลัง

3 นักเตะที่สโมสร ตัดสินใจปล่อยตัวไป

1.ซามูเอล เอโต้

หลายคนอาจไม่รู้ว่าศูนย์หน้าระดับโลกผู้นี้เคยค้าแข้งอยู่กับ เรอัล มาดริด

โดยราชันชุดขาวซื้อ เอโต้ มาร่วมทีมตั้งแต่ปี 1997 ซึ่งเขามีอายุเพียง 16 ปี

และจากนั้นกลับตัดสินใจปล่อยยืมตัวไปอยู่กับทั้ง เลกาเนส ,เอสปันญอล

รวมถึง มายอร์กา จนในท้ายที่สุด มาดริด ก็ขายเขาให้กับ มายอร์กา

และโชว์ฟอร์มออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม จนทีมอย่าง บาร์เซโลนา

สนใจกระชากไปร่วมทีม โดยในตอนนั้น เรอัล มาดริด ก็ต้องการจะดึงตัวเขากลับไปเช่นกัน

แต่ในที่สุดเขาก็ได้ไปอยู่กับทีมดังแห่งแคว้นกาตาลัน

จากนั้นก็โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม โดยลงสนามไปทั้งหมด 199 นัด

ยิงได้ถึง 130 ประตูในทุกรายการ และคว้าแชมป์ร่วมกับบาร์ซ่าได้มากมาย

ไม่ว่าจะเป็น แชมป์ลาลีกา 3สมัย โคปา เดล เรย์ 1สมัย

และยังได้แชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก อีก2สมัย จนสามารถพูดได้เลยว่า

ราชันชุดขาว คงนึกเสียใจกับการกระทำของตัวเองแน่ๆ

ที่สุดท้ายนักเตะที่พวกเขาไม่ต้องการ กลายเป็น นักเตะเกรดเอ ระดับเวิลด์คลาสแบบนี้

2.พอล ป็อกบา

กองกลางพรสวรรค์สูงชาวฝรั่งเศส ย้ายจาก เลอ อาร์ฟ มาอยู่กับ

ทีมเยาชนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี2009 จนกระทั้งได้เลื่อนขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในปี2011

แต่ก็ไม่ค่อยได้รับโอกาสให้ลงสนาม จนเหตุการณ์หนึ่งที่อาจเป็นชนวน

ทำให้ความอดทนของเจ้าตัวหมดลง นั่นก็คือ การที่เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

กุนซือของทีมในเวลานั้นตัดสินใจเรียก พอล สโคลส์ ที่ตัดสินใจเลิกเล่นไปแล้ว

ให้กลับมาช่วยทีมอีกครั้ง  จึงอาจทำให้ ป็อกบา เลือกที่จะไม่ต่อสัญญากับปีศาจแดง

และตัดสินใจย้ายตัวแบบฟรีๆ ไปอยู่กับ ยูเวนตุส ทีมดังแห่งกัลโชในปี2012

จากนั้นเขาก็ได้รับโอกาสให้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง และสร้างชื่อจนกลายเป็นกองกลางระดับโลก

จนในที่สุด แมนฯยู ในยุคของ โชเซ่ มูรินโญ่ ก็ต้องทุ่มทุนเป็นสถิติโลกถึง 105 ล้านยูโร

เพื่อดึงเขากลับมา ทั้งๆที่ตอนปล่อยตัวไปให้ ยูเวนตุส นั้นไม่ได้สักแดงเดียว

3.เควิน เดอ บรอยด์

กองกลางชาวเบลเยียมของแมนเชสเตอร์ซิตี้ ที่ก่อนหน้านี้ในปี 2012

ได้ย้ายจากสโมสรกาแอร์เซ แค็งก์ (KRC Genk) ในเบลเยียมโปรลีก มาสู่ เชลซี

แต่เป็นได้แค่ตัวสำรอง จนถึงเดือนสิงหาคมในปีเดียวกันนั้น

สิงโตน้ำเงินครามก็ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ได้ปล่อยตัว เดอ บรอยด์

ให้ แวร์เดอร์ เบรเมน ยืมตัว จากนั้นในปี2014 ได้ย้ายไปอยู่กับโวล์ฟสบวร์ก

ในเยอรมัน ด้วยค่าตัว 18 ล้านปอนด์ ก่อนทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจน

แมนฯ ซิตี้ ซื้อตัวมาร่วมทัพในปี2015 ด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 55 ล้านปอนด์

ซึ่งตอนนี้ เดอ บรอยด์ สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้อย่างเหนียวแน่น

และเป็นความหวังของทีมไปโดยปริยาย นั่นจึงทำให้ เชลซี

ตัดสินใจพลาดมากๆที่ปล่อยให้อดีตนักเตะในทีม ไปอยู่กับทีมลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่าง เรือใบสีฟ้า

 …

Read more

3 นักเตะค่าตัวแพง ฝีมือไม่แรงเท่าราคา

การที่สโมสรยักษ์ใหญ่ระดับโลกลงทุนซื้อนักเตะชื่อดังนั้น 3 นักเตะค่าตัวแพง เป็นเรื่องปกติ

แต่ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถเล่นได้คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่จ่ายไป

ต่อไปนี้คือตัวอย่าง 3 นักเตะที่ย้ายตัวด้วยมูลค่ามหาศาล แต่ดันโชว์ฟอร์มไม่ออก

3 นักเตะค่าตัวแพง ฝีมือไม่แรงเท่าราคา

3 นักเตะค่าตัวแพง ฝีมือไม่แรงเท่าราคา

1.เฟอร์นันโด ตอร์เรส

ย้ายจาก ลิเวอร์พูล มาร่วมทัพสิงโตน้ำเงินครามเชลซี

ด้วยค่าตัวสูงสุดเป็นสถิติที่ทีมในอังกฤษซื้อขายกันเองในเวลานั้นถึง 50 ล้านปอนด์

ในช่วงตลาดหน้าหนาว ปี2011 แต่เขากลับสามารถทำได้แค่ประตูเดียว

จากการลงเล่นทั้งหมด 18 นัด ในทุกรายการ และระยะเวลาเกือบ 4ปี

ในสีเสื้อเชลซี เขาลงเล่นไปทั้งสิ้น 172 นัด ยิงไป 45 ประตู ในทุกรายการ

ส่วนถ้าดูแค่ในลีกนั้น เล่นไปทั้งสิ้น 110 นัด ยิงไปได้แค่ 20 ประตู

ซึ่งถ้าเทียบกับค่าตัวของเขากับจำนวนประตูทั้งหมดที่เจ้าตัวทำได้อยู่ที่ 45 ประตูนั้น

ก็ตกลูกละ 1.1ล้านปอนด์ (ประมาณ 47 ล้านบาท) จะมีสิ่งที่พอจะลบล้างสถิติที่ไม่ค่อยดีเหล่านี้ได้บ้าง

ก็น่าจะเป็นประตูที่ยิงตีเสมอบาร์เซโลนา 2-2 ก่อนบาร์ซ่าจะตกรอบไปด้วยสกอร์รวม 3-2

ในนัดรองชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ปี2011-12

ก่อนจะทะลุเข้าไปชิงกับบาเยิร์น มิวนิค และผงาดคว้าแชมป์ได้ในที่สุด

2.ริคาร์โด กาก้า

เทพบุตรสุดหล่อที่แจ้งเกิดกับปีศาจแดงดำ เอซี มิลาน

ที่ผงาดพาต้นสังกัดคว้าแชมป์มากมาย รวมถึงรายการใหญ่อย่างยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

และยังเป็นเจ้าของรางวัล บัลลงดอร์ ในปี2007และ2009 จน เรอัล มาดริด

จึงทุ่มทุนเป็นสถิติโลก กระชากตัวเขามาร่วมทัพด้วยราคากว่า 56 ล้านปอนด์

ในปี2009 หลังจากนั้น ภาพที่หลายคนเห็นเป็นประจำ การเล่นที่สวยงาม

ทักษะที่ดีเยี่ยม ก็เริ่มหายไป แถมยังมีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่ตลอด

ทำให้กาก้าไม่สามารถเค้นฟอร์มที่ดีที่สุดของตัวเองออกมาได้

จึงถือได้ว่าในเคสของกาก้านั้น เป็นการลงทุนที่ผิดพลาดของราชันชุดขาวจริงๆ

3.อังเคล ดิ มาเรีย

ย้ายมาร่วมทัพแมนฯยูด้วยราคาที่เป็นสถิติสูงสุดของสโมสรในเวลานั้นที่ 75.6 ล้านยูโร

ในปี2014 ที่มี หลุยส์ ฟาน กาล คุมทัพอยู่ในขณะนั้น แต่กลับโชว์ฟอร์มได้น่าผิดหวัง

เล่นไม่เข้ากับระบบของทีม โดยตอนนั้นสื่อโหมกระหน่ำมาก ในเรื่องการใช้งาน ดิ มาเรีย

ของหลุยส์ ฟาน กาล ที่ต่างออกมาพูดกันว่า โค้ชชาวดัตซ์ใช้งาน ดิ มาเรีย ได้ไม่คุ้มค่า

ไม่ว่าจะเป็นเพราะแผนการเล่นหรืออะไรก็ตาม ที่ทำให้ ดิ มาเรีย โชว์ฟอร์มไม่ออก

แต่สถิติคือความจริงเสมอ เจ้าตัวลงเล่นให้ปีศาจแดงไปทั้งสิ้น 32 นัด ยิงได้ 4 ประตู

ในทุกรายการ นั่นจึงเป็นเหตุให้ฤดูกาลถัดมา แมนฯยูตัดสินใจขายให้กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

ไปใช้งานต่อ ส่วนราคา เชื่อกันว่าอยู่ที่ประมาณ 44 ล้านปอนด์…

Read more

3 แข้ง ที่ราคาเบาๆ คุณภาพจัดหนัก

นักเตะมากมายที่นำความสำเร็จมาสู่สโมสร 3 แข้ง ที่ราคาเบาๆ

โดยทำผลงานได้อย่างคุ้มค่าเกินราคาที่ลงทุนซื้อมา

เราจะมาคัด3คนที่เข้าข่ายราคาเบาๆ คุณภาพจัดหนักจัดเต็ม

3 แข้ง ที่ราคาเบาๆ คุณภาพจัดหนัก

3 แข้ง ที่ราคาเบาๆ คุณภาพจัดหนัก

1. ปีเตอร์ เช็ก

การย้ายเข้าสู่รั้วสิงโตน้ำเงินครามของ ปีเตอร์ เช็ก นายทวารก้านยาว

ด้วยราคาประมาณ 7 ล้านปอนด์ ซึ่งเมื่อเทียบกับผลงานและทุกสิ่งที่เขาทำให้กับเชลซีนั้น

ถือว่าคุ้มค่าชนิดที่เปรียบไม่ได้ ถ้วยแชมป์มากมายถูกรายเรียงเข้าสู่สแตมฟอร์ด บริดจ์

ในระยะเวลากว่าทศวรรษที่เค้ายืนเป็นด่านสุดท้ายหลังแผงรับของสิงค์บลู

เป็นหลักฐานชั้นดี ถึงคุณภาพของนายทวารผู้นี้

2. อิลคาย กุนโดกัน

อดีตมิดฟิลดิ์ โบรุสเซีย ดอร์ทมุน ที่เสือเหลืองซื้อมาจาก เนิร์นแบร์ก

ด้วยราคาเพียง 4 ล้านยูโร ซึ่งสามารถสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม

พาทีมเข้าชิงรายการใหญ่ อย่างยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ได้ในปี2012

และเป็นตัวหลักของทีมตั้งแต่ปี 2011-2015 โดยลงเล่นไปทั้งสิ้น 157 นัด

ในทุกรายการ ก่อนจะย้ายไปอยู่กับเรือใบสีฟ้า แมนฯซิตี้ ด้วยราคา 20 ล้านปอนด์

ช่วงตลาดหน้าร้อนปี 2016 นับว่าเป็นอีกคนที่คุณภาพเกินราคาจริงๆ

3. แอชลีย์ โคล

แบ็กซ้ายที่จัดว่าดีที่สุดตลอดกาลของวงการลูกหนังอังกฤษ

สร้างชื่อกับอาร์เซนอลก่อนย้ายมาอยู่กับเชลซี ด้วยราคาเพียง5ล้านปอนด์

พ่วงกับ วิลเลี่ยม กัลลาส โดยตลอด8ปี ในสีเสื้อของเชลซีนั้น

ได้พาทีมคว้าแชมป์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นพรีเมียร์ลีก ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

รวมถึง ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ลงเล่นให้เชลซีไปทั้งสิ้น 338 นัด ในทุกรายการ

และอยู่ในทีมชุดเดียวกับตำนานหลายคน ไม่ว่าจะเป็น จอห์น เทอร์รี

,แฟรงค์ แลมพาร์ด และ ดิดิเยร์ ดร็อกบา…

Read more

มู ปลุก “ปีศาจ” ให้กลับมาน่ากลัวอีกครั้ง

นับตั้งแต่วันที่ 5 พ.ค.2016 ที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เข้ามาเป็นทายาทอสูรแดงต่อจากหลุยส์ ฟาน กัล โค้ชอาวุโสชาวดัตช์ มู ปลุก ไม่กี่เดือนถัดมาก็นำทีมผงาดโทรฟี่แรกของตัวเขาในรั้วปีศาจแดงได้สำเร็จ ด้วยการเบียดเอาชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-1 คว้าแชมป์คอมมูนิตี้ชิลด์ ประเดิมก่อนเปิดฤดูกาล 2016-2017 จนกระทั่งทำทีมมาได้สักระยะ ผลงานก็เริ่มกระท่อนกระแท่นบ้าง เลวร้ายที่สุดคือการนำทีมไปเยือนทีมเก่าอย่างเชลซี และกลับออกมาด้วย 4 เม็ด ที่สิงค์บลูตะบันใส่ จนน้ามูถึงกับต้องออกมาขอโทษขอโพยแฟนบอลปีศาจแดงเป็นการใหญ่

มูรินโญ่ ก็คือ มูรินโญ่.. ผู้ชายที่สร้างบุคลิกให้มีเอกลักษณ์โดดเด่น ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนในโลก ก็ย่อมเป็นจุดสนใจ เพราะด้วยการพูดจาที่มักจะเป็นเหตุให้เกิดสงครามน้ำลายกับโค้ชทีมอื่นนับไม่ถ้วน แต่กระนั้น ผลงานของเขาก็เป็นที่ประจักษ์ และถ้วยแชมป์ต่างๆที่เขาคว้าตลอดชีวิตการเป็นผู้จัดการทีมคือหลักฐานชั้นดีที่บ่งบอกถึงคุณภาพว่า ไปอยู่ที่ไหน ต้องได้แชมป์

มู ปลุก "ปีศาจ" ให้กลับมาน่ากลัวอีกครั้ง

มู ปลุกวิญญาณ ปีศาจแดงอีกครั้ง

และโค้ชที่สร้างภาพให้คนมองแบบนี้ไปแล้วย่อมเกิดเอฟเฟคกับตัวเองได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ในเมื่อเขาเคยทำทีมได้แชมป์มาตลอด ถ้าครั้งไหนไม่ได้ ย่อมถูกมองว่าเป็นข้อผิดพลาด ถึงแม้ฤดูกาลแรก ผลงานในลีกอาจไม่เปรี้ยงปร้าง จบได้แค่อันดับ6ของตาราง แต่ก็คว้าแชมป์ได้ทั้ง ลีกคัพ และ ยูฟ่ายูโรป้าลีก จะเห็นได้ว่าปีที่ผ่านมา น้ามู เอาจริงเอาจังกับยูโรป้าลีกเป็นพิเศษ หลังจากผลงานในลีกเริ่มกระท่อนกระแท่น และมีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่ติดโควตาแชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลหน้า จึงเดินหน้าฆ่าไม่ยั้ง จนทะลุเข้าชิงกับอาแจกซ์ในที่สุด และสุดท้ายก็ผงาดคว้าแชมป์ไปครอง และได้ตั๋วลุยศึกแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาลหน้าได้สำเร็จ

นั่นทำให้ปีแรกของมูรินโญ่ คว้าไปถึง3โทรฟี่กับการคุมทัพปีศาจแดง ถือว่าสอบผ่านขึ้นมาทันที เทียบกับอริร่วมเมืองอย่าง แมนฯซิตี้ ของ เป็ป กวาดิโอลา ที่มือเปล่า ไม่ได้ถ้วยสักใบเดียว จนปีนี้เสริมทีมอย่างบ้าคลั่ง

ในปี 2017 ที่พรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว เราคงได้เห็นฟอร์มของทัพปีศาจแดงกันไปบ้าง ในปีนี้ปีศาจแดงเสริมทีมได้อย่างยอดเยี่ยม โดยคว้าทั้ง วิคตอร์ ลินเดเลิฟ ,โรเมลู ลูกากู รวมทั้งลูกน้องเก่าอย่าง เนมันยา มาติช กองกลางชาวเซิร์บมาจากเชลซี ด้วยปัญหาที่มีในฤดูกาลที่แล้ว ปีนี้เฮียแกจัดเต็ม เพื่อเป้าหมายหลักคือนำทีมกลับมาเถลิงแชมป์พรีเมียร์ลีกให้จงได้ เพื่อทวงความยิ่งใหญ่กลับคืนสู่โอลด์แทรฟฟอร์ดอีกครั้ง

จากผลงานที่เห็นกัน ต้องบอกว่าปี้นี้ แมนฯยูมีทีมที่ค่อนข้างพัฒนากว่าปีก่อนมากทีเดียว ลูกากู สามารถคลายพิษสงออกมาได้เรื่อยๆ เพราะด้วยประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกอย่างโชกโชน จึงไม่ต้องเสียเวลาในการปรับตัว รวมถึง มาติช ที่เข้ามาทำให้แผงกลางของปีศาจแดงเหนียวแน่นขึ้นหลายเท่า และส่งผลให้ ป็อกบา สามารถขับเคลื่อนเกมได้อย่างอิสระและเต็มที่มากยิ่งขึ้น จะมีก็แค่ลินเดเลิฟ ที่คงต้องให้เวลาในการปรับตัวอีกสักพัก แต่รายนี้ เฮียมูแกมั่นใจเหลือเกินว่ามองไม่พลาด โดยบอกกับสื่อว่าเขาเป็นนักเตะชั้นยอดอย่างแน่นอน เพียงแค่ต้องใช้เวลาอีกสักพัก

อย่างไรก็ตาม พูดได้เลยว่าปีที่2ของมูริณโญ่นั้นสดใสเสมอ เมื่อดูจากสถิติที่มักพาทีมประสบความสำเร็จในปีที่สองที่คุมทีม และด้วยการแก้ปัญหาที่ตรงจุด และได้นักเตะที่ดีมาเสริมทีม ณ เวลานี้ “มู” ได้ปลุก “ปีศาจ” ให้กลับมาน่ากลัวอีกครั้งจริงๆ

 …

Read more